วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2559
Teaser กับ Trailer
Teaser
- Trailer (เทรลเลอร์) คล้ายกับ Teaser แต่ยาวกว่า จุดประสงค์เดียวกัน แต่ถ้า Teaser ทำยาว3-4นาที ก็ยังเรียก Trailer ไม่ได้อยู่ดีครับ ถ้าขาดองค์ประกอบทั้ง แนวเรื่อง, อารมณ์เรื่อง, พล็อตเรื่องคร่าวๆ , ฉากไฮไลท์ เอาง่ายๆคือบอกรายละเอียดมากกว่า Teaser ในบรรดาหนังฮอลลิวูดส์ มี Trailer หนังที่ประสบความสำเร็จมากหลายเรื่อง อย่าง อิมพอสสิเบิล ที่ดึงคนดูอย่างถึงขีด http://www.youtube.com/watch?v=THVFkk-sEus ที่มาของ trailer นั้น
การเขียน story board
ความหมาย
สตอรี่บอร์ด (Story Board) คือ การเขียนกรอบแสดงเรื่องราวที่สมบูรณ์ของภาพยนตร์หรือหนังแต่ละเรื่อง โดยมีการแสดงรายละเอียดที่จะปรากฏในแต่ละฉากหรือแต่ละหน้าจอ เช่น ข้อความ ภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียงดนตรี เสียงพูดและแต่ละอย่างนั้นมีลำดับของการปรากฏว่าอะไรจะปรากฏขึ้นก่อน-หลัง อะไรจะปรากฏพร้อมกัน เป็นการออกแบบอย่างละเอียดในแต่ละหน้าจอก่อนที่จะลงมือสร้างเอนิเมชันหรือ หนังขึ้นมาจริงๆ
• Storyboard คือ การสร้างภาพให้เห็นลำดับขั้นตอนตามเนื้อเรื่องที่ต้องการ โดยเฉพาะภาพเคลื่อนไหว
• รายละเอียดที่ควรมีใน Storyboard ได้แก่ คำอธิบายแต่ละสื่อที่ใช้ (ข้อความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียง วีดิโอ)
สิ่งสำคัญที่อยู่ภายในสตอรี่บอร์ด ประกอบด้วย
- ตัวละครหรือฉาก ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่หรือตัวการ์ตูน และที่สำคัญ คือ พวกเขากำลังเคลื่อนไหวอย่างไร
- มุมกล้อง ทั้งในเรื่องของขนาดภาพ มุมภาพและการเคลื่อนกล้อง
- เสียงการพูดกันระหว่างตัวละคร มีเสียงประกอบหรือเสียงดนตรีอย่างไร
ข้อดีของการทำ Story Board
1. ช่วยให้เนื้อเรื่องลื่นไหล เพราะได้อ่านทวนตั้งแต่ต้นจนจบก่อนจะลงมือวาดจริง
2. ช่วยให้เนื้อเรื่องไม่ออกทะเล เพราะมีแผนการวาดกำกับไว้หมดแล้ว
3. ช่วยกะปริมาณบทพูดให้พอดีและเหมาะสมกับหน้ากระดาษและบอลลูนนั้น ๆ
4. ช่วยให้สามารถวาดจบได้ในจำนวนหน้าที่กำหนด (สำคัญสุด!)
ขั้นตอนการทำ Story Board
1.วางโครงเรื่องหลัก ไม่ว่าจะเป็น Theme, ตัวละครหลัก, ฉาก ฯลฯ
1.1 แนวเรื่อง
1.2 ฉาก
1.3 เนื้อเรื่องย่อ
1.4 Theme/แก่น (ข้อคิด/สิ่งที่ต้องการจะสื่อ)
1.5 ตัวละคร สิ่งสำคัญคือกำหนดรูปลักษณ์ของตัวละครแต่ละตัวให้โดดเด่นไม่คล้ายกันจนเกิน ไป ควรออกแบบรูปลักษณ์ของตัวละครให้โดดเด่นแตกต่างกัน และมองแล้วสามารถสื่อถึงลักษณะนิสัยของตัวละครได้ทันที
2. ลำดับเหตุการณ์คร่าว ๆ
จุดสำคัญคือ ทุกเหตุการณ์จะเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน เหตุการณ์ก่อนหน้าจะทำให้เหตุการณ์ต่อมามีน้ำหนักมากขึ้น และต้องหา จุด Climax ของเรื่องให้ได้ จุดนี้จะเป็นจุดที่น่าตื่นเต้นที่สุดก่อนที่จะเฉลยปมทุกอย่างในเรื่อง การสร้างปมให้ผู้อ่านสงสัยก็เป็นจุดสำคัญในการสร้างเรื่อง ปมจะทำให้ผู้อ่านเกิดคำถามในใจและคาดเดาเนื้อเรื่องรวมถึงตอนจบไปต่าง ๆ นานา
3. กำหนดหน้า
4. แต่งบท
เป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนลงมือวาดสตอรี่บอร์ด ควรเขียนบทพูดและบทความคิดที่จะใช้เขียนลงในหนังออกมาโดยละเอียดเพื่อที่จะได้กำหนดขนาดของบอลลูนและจัดวางลงบนหน้ากระดาษได้อย่าเหมาะสม
5. ลงมือเขียน Story Board
ที่มา : http://luck-graphic-design.blogspot.com/2011/07/blog-post_7454.html
สตอรี่บอร์ด (Story Board) คือ การเขียนกรอบแสดงเรื่องราวที่สมบูรณ์ของภาพยนตร์หรือหนังแต่ละเรื่อง โดยมีการแสดงรายละเอียดที่จะปรากฏในแต่ละฉากหรือแต่ละหน้าจอ เช่น ข้อความ ภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียงดนตรี เสียงพูดและแต่ละอย่างนั้นมีลำดับของการปรากฏว่าอะไรจะปรากฏขึ้นก่อน-หลัง อะไรจะปรากฏพร้อมกัน เป็นการออกแบบอย่างละเอียดในแต่ละหน้าจอก่อนที่จะลงมือสร้างเอนิเมชันหรือ หนังขึ้นมาจริงๆ
• Storyboard คือ การสร้างภาพให้เห็นลำดับขั้นตอนตามเนื้อเรื่องที่ต้องการ โดยเฉพาะภาพเคลื่อนไหว
• รายละเอียดที่ควรมีใน Storyboard ได้แก่ คำอธิบายแต่ละสื่อที่ใช้ (ข้อความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียง วีดิโอ)
หลักการเขียน
รูปแบบของสตอรี่บอร์ด จะประกอบไปด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนภาพกับส่วนเสียง โดยปกติการเขียนสตอรี่บอร์ด ก็จะวาดภาพในกรอบสี่เหลี่ยม ต่อด้วยการเขียนบทบรรยายภาพหรือบทการสนทนา และส่วนสุดท้ายคือการใส่เสียงซึ่งอาจจะประกอบด้วยเสียงสนทนา เสียงบรรเลง และเสียงประกอบต่างๆสิ่งสำคัญที่อยู่ภายในสตอรี่บอร์ด ประกอบด้วย
- ตัวละครหรือฉาก ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่หรือตัวการ์ตูน และที่สำคัญ คือ พวกเขากำลังเคลื่อนไหวอย่างไร
- มุมกล้อง ทั้งในเรื่องของขนาดภาพ มุมภาพและการเคลื่อนกล้อง
- เสียงการพูดกันระหว่างตัวละคร มีเสียงประกอบหรือเสียงดนตรีอย่างไร
ข้อดีของการทำ Story Board
1. ช่วยให้เนื้อเรื่องลื่นไหล เพราะได้อ่านทวนตั้งแต่ต้นจนจบก่อนจะลงมือวาดจริง
2. ช่วยให้เนื้อเรื่องไม่ออกทะเล เพราะมีแผนการวาดกำกับไว้หมดแล้ว
3. ช่วยกะปริมาณบทพูดให้พอดีและเหมาะสมกับหน้ากระดาษและบอลลูนนั้น ๆ
4. ช่วยให้สามารถวาดจบได้ในจำนวนหน้าที่กำหนด (สำคัญสุด!)

1.วางโครงเรื่องหลัก ไม่ว่าจะเป็น Theme, ตัวละครหลัก, ฉาก ฯลฯ
1.1 แนวเรื่อง
1.2 ฉาก
1.3 เนื้อเรื่องย่อ
1.4 Theme/แก่น (ข้อคิด/สิ่งที่ต้องการจะสื่อ)
1.5 ตัวละคร สิ่งสำคัญคือกำหนดรูปลักษณ์ของตัวละครแต่ละตัวให้โดดเด่นไม่คล้ายกันจนเกิน ไป ควรออกแบบรูปลักษณ์ของตัวละครให้โดดเด่นแตกต่างกัน และมองแล้วสามารถสื่อถึงลักษณะนิสัยของตัวละครได้ทันที
2. ลำดับเหตุการณ์คร่าว ๆ
จุดสำคัญคือ ทุกเหตุการณ์จะเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน เหตุการณ์ก่อนหน้าจะทำให้เหตุการณ์ต่อมามีน้ำหนักมากขึ้น และต้องหา จุด Climax ของเรื่องให้ได้ จุดนี้จะเป็นจุดที่น่าตื่นเต้นที่สุดก่อนที่จะเฉลยปมทุกอย่างในเรื่อง การสร้างปมให้ผู้อ่านสงสัยก็เป็นจุดสำคัญในการสร้างเรื่อง ปมจะทำให้ผู้อ่านเกิดคำถามในใจและคาดเดาเนื้อเรื่องรวมถึงตอนจบไปต่าง ๆ นานา
3. กำหนดหน้า
4. แต่งบท
เป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนลงมือวาดสตอรี่บอร์ด ควรเขียนบทพูดและบทความคิดที่จะใช้เขียนลงในหนังออกมาโดยละเอียดเพื่อที่จะได้กำหนดขนาดของบอลลูนและจัดวางลงบนหน้ากระดาษได้อย่าเหมาะสม
5. ลงมือเขียน Story Board
ที่มา : http://luck-graphic-design.blogspot.com/2011/07/blog-post_7454.html
บทบัญญัติ 10 ประการ
บทบัญญัติ 10 ประการของการเขียนบท
ภาพยนตร์
ผู้คนส่วนมากรู้จักการเขียนบทภาพยนตร์ แต่หากว่าคุณทำลายกฎเหล่านี้ จิตวิญญาณของคุณจะถูกสาปแช่งให้เป็นพวกมือสมัครเล่นตราบชั่วนิรันดร์หรืออาจยากเกินไปที่จะเป็นมือโปร ไม่ว่าทางใด คุณก็ต้องพิจารณอย่างรอบคอบเอาเองกับการชี้แนะเหล่านี้ไม่ว่าจะไปเขียนหรือจะไปรีไรท์บทของคุณ
เขียนบทภาพยนตร์ตามข้อบัญญัติ
1.สร้างความเพลิดเพลิดให้มากและมากขึ้นความบันเทิงเป็นเหตุผลแรกที่จะทำให้คนออกไปดูหนัง ผู้ผลิตทุกคนรู้ดี ดังนั้นควรใส่ใจกับข้อ 1 ในบทของคุณ จงกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญการสร้างตัวละครหรือสถานการณ์ความเพลิดเพลินขึ้น และคุณก็จะได้เป็นนักเขียนในแบบที่ต้องการ บอกไว้เลย หากมีอะไรในบทของคุณไม่ได้สร้างความเอนเตอร์เทน “แก้ไขมันซะ”
2. ทำให้ทุกๆสิ่งน่าสนใจ
อุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยนักอ่านที่ถูกเลี้ยงด้วยอาหารเลิศรสจากนักเขียนบทมืออาชีพ หากคุณต้องการโดดเด้งออกมา ควรหว่านเสน่ห์ความสนใจต่อพวกเขาและทำให้พวกเขาลืมว่ากำลังทำงานอยู่ควรที่จะทำต่อไปไม่หยุดยั้ง ทำให้ซีนของคุณน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ตัวละครของคุณน่าสนใจ ทำให้บทสนทนาน่าสนใจ ทำให้ทุกสิ่งน่าสนใจ
3. ทำให้เราไม่สามารถหยุดติดตามตัวละครเอกได้
นักเขียนบทมืออาชีพตั้งใจสร้างตัวละครที่พวกเราอยากติดตาม มีความพิเศษแถมน่าสนิทสนมด้วย พวกเราสามารถเกี่ยวก้อยกับเขาและต้องการร่วมทางไปกับตัวละคร
หลักการทั่วไป ตัวละครเอกของคุณควรเป็นบุคคลที่เพอร์เฟ็กค์ที่พาเราจมลึกลงไปในเรื่องและความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้น อย่าทำแค่ให้มันดี แต่ทำให้มันยอดเยี่ยมกระเทียมดองไปเลย
4. สัญญากับพวกเราว่านี่คือสิ่งพิเศษที่กำลังมอบให้ ด้วยวิธีใดก็ตาม คุณต้องทำให้คนอ่านบทของคุณไปจนถึงหน้าสุดท้าย และนี่คือการแก้ปัญหา
15 ปีที่แล้ว ผมเคยอ่านหนังสือชื่อ “A Story Is A Promise” โดย บิลล์ จอห์นสัน ตั้งแต่นั้นมา ผมจะมองหาบทจากมุมมองว่า “อะไรคือคำสัญญาที่คุณจะให้กับคนอ่าน/ผู้ชมและคุณดำเนินไปในทางที่ไม่เหมือนใครได้อย่างไร”
หัวใจสำคัญคือคุณคาดหวังต่อความสำเร็จจากตัวละครเอกหรือการเผชิญหน้าที่ยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในองค์ 3 ระหว่างตัวเอกและตัวร้าย ถ้าสัญญายังซื่อสัตย์พอ พวกเราจะอ่านทุกหน้าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
5.แสดงให้เห็นถึงความหมายอันลุ่มลึก
ความหมายสามารถใส่เข้าไปในพล็อต,ตัวละคร,สถานการณ์,การกระทำ และบทสนทนาของบทฯ มันไม่จำเป็นต้องลึกซึ้ง เพียงอยู่ด้านล่างต่อการรับรู้ของผู้ชม
ผู้ชมและคนอ่านไม่ได้ชื่นชมการเขียนที่ตรงจนเกินไป ความหมายซ่อนนัย(Subtext)เปิดโอกาสให้พวกเขาได้สัมผัสกับภาพยนตร์ พวกเขาจะได้รับประสบการณ์ข้างในของเรื่องราว เพราะว่าพวกเขากำลังตีความว่าอะไรที่บทสนทนาและการแสดงหมายถึงจริงๆ เนื่องจากว่ามีความสำคัญที่จะต้องดูแล Subtext ของเรื่อง ดีกว่าสร้างเรื่องบนพื้นผิวแต่เพียงอย่างเดียว
6. วางตัวละครที่ของคุณอย่างสะบักสะบอม
พ่อแม่ที่ดีจะดูแลลูกน้อยไม่ให้ใครมาทำอันตราย เช่นกันนักเขียนที่ยิ่งใหญ่จะวางตัวละครในสถานที่ย่ำแย่ที่สุดที่เป็นไปได้เพื่อท้าทายความเชื่อและข้อจำกัดด้านร่างกายของเขา อย่าหลงผสมสองสิ่งเข้าด้วยกันหล่ะ ผู้ชมไม่ต้องการดูหนังเพื่อเห็นตัวละครอยู่สุขสบายปลอดภัย พวกเขาต้องการเห็นตัวละครเสี่ยงภัย,ประสบอันตราย,โอกาสหนีรอดน้อยมากจากสิ่งที่ท้าทาย อาชีพนักเขียนบทภาพยนตร์จะทำให้คุณทำงานได้อย่างอึดทนทาน โดยร่างสุดท้าย ตัวละครของคุณจะเกลียดคุณสำหรับความเลวร้ายทุกสิ่งที่คุณมอบให้กับเขา จงไปทรมานตัวละครที่คุณรักซะ
7. ปล่อยบทสนทนาของคุณไปจะช่วยสะท้อนตัวละครได้มากขึ้น
นักเขียนมือใหม่มักจะใส่บทสนทนาของพวกเขาด้วยการอธิบายรายละเอียดของเรื่อง นี่เป็นการลดค่าของตัวละครและความสร้างสรรค์ที่จะแสดงออกมาผ่านบทสนทนา ดังนั้นจงอย่าทำใส่การอธิบาย,ข้อมูล และรายละเอียดเรื่องเข้าไปในการกระทำและสถานการณ์แทน
ยกตัวอย่างแทนที่พี่เลี้ยงนักมวยใหม่จะคอยพร่ำบอกซึ่งนั่นเป็นเป็นวิธีการที่ไม่ได้ผล ให้ลองใส่ตัวละครเข้าไปในเวทีมวยและเรียนรู้การถูกเตะ คราวนี้แหละพี่เลี้ยงไม่ต้องคอยสอนแล้ว ตามความจริงแล้วเขาจะมีอิสระในการพูดทุกสิ่ง – อาหารเช้า,การเมือง,หมาตัวโปรด และอื่นๆ เพราะว่าความหมายที่แท้จริงจะถูกบอกผ่านการกระทำเท่านั้น มันจะช่วยให้คุณมีอิสระขึ้นซึ่งจะทำให้คุณเจิดจ้าทางความมากขึ้นกว่าเดิมด้วยบทสนทนาอย่างแน่นอน
8. ใส่ความคลิเช่เข้าไปในไอเดียสดใหม่
ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ คำว่า คลิเช่ (cliché) หมายถึง “บางอย่างที่เคยเห็นมาก่อนแล้ว” หากคุณเขียนบทด้วยพล็อดเดิม ตัวเอกคนเดิม หรือสถานการณ์คล้ายเดิม คนดูจะสะดุดไปคนดูต้องการเห็นเรื่องราวเดิมๆในหนทางที่แปลกใหม่และตัวละครตัวเดิมมีบางสิ่งพิเศษ นั่นหมายความตัวละคร,สถานการณ์,การกระทำ และบทสนทนาของคุณจำเป็นต้องไม่ซ้ำกับใคร
ความท้าทายของคุณ : ตามล่าหาคลิเช่นในบทของคุณและระดมสมองหาวิธีการที่ไม่ซ้ำเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ให้ใครก็ได้ช่วยบิดหรือดัดในหลายๆเสียงที่แตกต่างกัน มันเป็นชิ้นส่วนเล็กของงานก็จริง แต่มันได้ผลทันทีในบทของคุณ
9. อนุญาติให้ตัวเองเขียนร่างแรกได้ห่วยๆ…
….และทำให้ตัวคุณเขียนร่างสุดท้ายได้อย่างเยี่ยมยอดสมบูรณ์ ไม่มีวิธีอื่นแล้วจริงๆ
นี่เป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุดสำหรับการเขียนบทดีกว่าการพยายามทำให้ดีตั้งแต่ร่างแรกและทำให้ตัวเองเขียนต่อไปไม่ได้(หัวตัน) ร่างแรกเป็นเวลาสำหรับการปลดปล่อยความอิสระแห่งการแสดงออก อย่าไปวิพากษ์งานของคุณ คุณต้องค้นหาเกี่ยวเรื่องของคุณ,ตัวละคร และอื่นๆ วิธีอื่น นักเขียนมักส่งบทไปให้กับโปรดิวเซอร์ทั้งที่ยังไม่พร้อม เพราะนั่นเป็นเวลาที่จะวิจารณ์และเป็นร่างที่สมบูรณ์จริงๆ คุณต้องเชื่อมต่อกับกระบวนการสร้างสรรค์ในตัวคุณ เร็วเท่าไหร่ยิ่งได้รับความสำเร็จมากเท่านั้น
10. คิดย้ำๆเกี่ยวกับบทของคุณ จนกระทั่งเป็นสิ่งอัศจรรย์ที่สุดที่สามารถเป็นได้
นี่เป็นความท้าทายสุดท้ายของนักเขียนบทมือชีพ นั่นคือคิดแล้วคิดอีก-ครั้งแล้วครั้งเล่าจนคุณค้นพบทางที่ดีที่สุดที่จะบอกเรื่องราวนี้ หากคุณคิดว่าเรื่องและตัวละครสมบูรณ์แบบแล้ว คุณควรจะลองจินตนาการในรูปแบบที่แตกต่างออกไป ไม่เพียงแต่จะช่วยให้คุณเขียนเรื่องได้ดีกว่า แต่มันจะช่วยคุณทำงานกับบริษัทถ่ายทำและสตูดิโอ เมื่อเขาขอเปลี่ยนแปลงบทของคุณได้
"ทำให้บทบัญญัติ 10 ข้อนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเขียนบท
และสักวันในไม่ช้าคุณจะเขียนบทภาพยนตร์ฮอลีวู้ดได้เหมือนพระเจ้าเขียนเลย"
ที่มา : http://luck-graphic-design.blogspot.com/2011/07/blog-post_7454.html
ที่มา : http://luck-graphic-design.blogspot.com/2011/07/blog-post_7454.html
เทคนิคถ่ายวีดีโอง่ายๆ 10 ข้อที่ผู้ชมดูแล้วประทับใจ
เทคนิคถ่ายวีดีโอง่ายๆ 10 ข้อที่ผู้ชมดูแล้วประทับใจ
1. คิดและวางแผนก่อนถ่ายวีดีโอ
2. โฟกัสจุดที่เราสนใจในการถ่ายวีดีโอ
3. ความยาวของวีดีโอในแต่ละช็อต
4. ใบหน้าถ่ายทอดอารมณ์ได้ดีที่สุด
5. ซูมด้วยเท้าก่อนเป็นอันดับแรก
6. Move – Point – Shoot – Stop
7. พยายามให้แสงอยู่ด้านหลังเรา
8. อย่าใช้ effect ใดๆในกล้องวีดีโอ
9. ชนิดของงานแปรผันกับความยาวของวีดีโอทั้งหมด
10. ไมโครโฟนภายนอกเป็นสิ่งจำเป็น
การเขียนบทหนังสั้น
การเขียนบทหนังสั้น
- 1. การ เขียน บท หนังสัน ้ การเขียนบทอาจเป็นเรื่องที่นามาจากเรื่องจริง เรื่องดัดแปลง ข่าว เรื่องที่อยู่รอบ ๆ ตัว นวนิยาย เรื่องสั้น หรือได้แรงบันดาลใจจากความประทับใจในเรื่องราว หรือบางสิ่งที่คนเขียนบทได้สัมผัส เช่น ดนตรี บทเพลง บทกวี ภาพเขียน และอื่น ๆ
- 2. 1. Research 2. Theme 3. Plot 4. Synopsis 5. Treatment 6. Scenario 7. Paradigm 8. Screenplay 9. Shooting script 10. Storyboard
- 3. Research ต้องยอมรับว่า คนทาหนังสั้น ส่วนใหญ่จะละเลยในขั้นตอนนี้ ซึ่งที่ จริงแล้วเป็นสิ่งสาคัญ หนังเกี่ยวข้องกับมนุษย์ เราก็เป็นมนุษย์ เราเกี่ยวข้อง กับอะไรบ้าง? นั่นแหละคือสิ่งที่ตัวละครเกี่ยวข้อง การ research เป็นการหารายละเอียดของตัวละครมาหาใส่ ที่จริงการ research ไม่มี format จุดประสงค์คือเก็บเกี่ยวข้อมูลของตัวละครให้ ได้มากที่สุด สร้างเป็นประวัติของตัวละคร
- 4. research 1.ชื่อ 2.อายุ 3.ภูมิลาเนาวิถีชีวิตของคน 4.ระดับการศึกษาจะมีผลต่อวุฒิภาวะของตัวละคร 5.อาชีพเป็นปัจจัยที่สร้างตัวตนของตัวละครที่ชัดเจน 6.ฐานะการเงินเป็นพื้นฐานชีวิตของตัวละคร 7.กลุ่มทางสังคม 8.ตัวละครพิเศษ 9.ความต้องการในชีวิต
- 5. Theme แก่น ใจความสาคัญ แนวคิดหลัก สาร ประเด็น ฯ หนังสั้นที่ได้ผลดี ควรจะมี theme เพียงหนึ่งเดียว คือมีประเด็นหลัก ที่ต้องการจะสื่อสารเพียงหนึ่งสิ่ง การเขียน theme ไม่ได้ต้องใช้คาสวยหรู ไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องเข้าใจ ยาก ไม่ต้องเป็นปรัชญา ไม่จาเป็นต้องเป็นแนวคิดสากล เป็นแนวคิดส่วนตัว ก็ได้ เพียงแต่เราต้องมีความเชื่อในแนวคิดนั้นๆ และมีมุมมองที่จะนาเสนอ
- 6. Theme รูปแบบ หรือ format ของ theme มักจะเป็น ประโยคสั้นๆที่มีความชัดเจน theme เป็นประเด็นหรือแนวคิดสาคัญ ที่คนเขียนบทต้องการจะบอก โดยหาสถานการณ์ต่างๆมารองthemeนั้นๆ บางคนก็เอามาจากสานวน สุภาษิต คาพังเพย เช่น กล้านักมักบิ่น ฆ่าควาย อย่าเสียดายพริก ปล่อยเสือเข้าป่า จากคาคม เช่น “Praise the bridge that carried you over.” – George Colman “Well done is better than well said.” - Ben Franklin -
- 7. Plot การเขียนพล็อตเปรียบเสมือนการทาแผนที่ แผนผัง การทาพล็อตหนังสั้น มี 3 จุด (Acts) คือ 1.จุดเริ่มต้น อย่างน้อยควรรู้ว่าตัวละครคือใคร 2.จุดหักเห คือสถานการณ์ที่ตัวละครนั้นเจอ ในหนังสั้นมักจะเป็น สถานการณ์ที่ไม่ซับซ้อนนัก เป็นปัญหาที่ชัดเจนที่สุดของตัวละคร 3.จุดจบ คือสถานการณ์ที่เป็นจุดเข้มข้นสุดของเรื่อง ก่อนที่จะคลี่คลาย หรือจบลง
- 8. Synopsis Synopsis ว่า เรื่องย่อ รูปแบบการเขียน synopsis ของหนังสั้น มักจะเป็นความเรียง เล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบอย่างย่อ มีความยาวประมาณ 5-6 บรรทัด เล่าตัวละครและเหตุการณ์เพื่อสรุปว่า ใคร ทาอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ฯ ด้วยมุม Objective ของคนเขียนบทเอง คล้ายๆกับการเขียน เรื่องย่อบนปกหลังกล่อง vcd แต่อย่างที่บอก ไม่ต้องกั๊กตอนจบ ในขั้นนี้ แนะนาให้เขียนเรื่องให้ได้ 3 ย่อหน้า (เหมือนเขียนเรียงความ มีคานา เนื้อเรื่อง สรุป) โดยยึดจากหลักการเขียนplot อาจจะเป็น ย่อหน้าของจุดเริ่มต้น 2 บรรทัด ย่อหน้าของจุดหักเห 3 บรรทัดและ ย่อหน้าของจุดจบ 1 บรรทัด
- 9. Treatment ในการเขียนบท หมายถึงโครงเรื่องขยาย คือมีการเขียนคาอธิบาย ขยายเนื้อเรื่องชัดเจนมากขึ้น เหมือนรูปแบบของนวนิยายหรือเรื่องสั้น มีการ บรรยายรายละเอียดต่างๆที่จาเป็นต่อการเล่าเรื่อง เช่น ชื่อตัวละคร ลักษณะ ตัวละคร สถานการณ์ต่างๆ สถานที่ วัน เวลา เหตุผลของตัวละคร ฯ แต่ยังไม่มี บทสนทนา (นอกจากว่า จะเป็นประโยคสาคัญ) treatment หนังสั้น มักมีความยาวประมาณ 1 หน้ากระดาษ A4 เป็นบทที่นิยมมอบให้คนอื่นอ่าน เพราะจะมีรายละเอียดที่มากพอจะ เล่าเรื่องได้สมบูรณ์แล้ว ด้วยเหตุนี้ จึงมักตั้งชื่อตัวละครไปด้วย อย่างที่เคย กล่าวมาว่า ชื่อตัวละครของหนังสั้นที่ดี ควรจะสื่อถึง character ด้วย
- 10. Scenario Scenario เป็นขั้นตอนต่อมาจาก treatment มีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งฉากของ treatment ให้เห็นเป็น scene ชัดเจน และนิยมเขียนเป็นข้อๆว่า ใน scene เกิดอะไรขึ้นบ้าง เพื่อ คานวณความยาวของแต่ละฉาก และคะเนได้ว่าทั้งเรื่องจะยาวเท่าไหร่ สานวนการเขียนจะรวบรัด และใช้ภาษาอธิบายเหตุการณ์ การแสดง มากกว่าอธิบายความคิด หรืออารมณ์ตัวละคร ในขั้นการเขียน scenario จะมีการเขียนหัวฉาก ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
- 11. Scenario 1.Scene Number เขียนว่า ฉาก1 หรือ Scene1 หรือ run เป็นตัวอักษร ตามแต่ถนัด
- 12. Scenario 2. ระบุว่าเป็นฉากภายนอกหรือภายใน ฉากภายนอก หมายถึง ฉากที่อยู่กลางแจ้ง ภายนอกจากอาคารหรือสิ่ง ปกคลุม นิยมเขียนว่า ภายนอกหรือ Exterior หรือ Ext. ฉากภายใน หมายถึง ฉากที่มีฝาผนังอย่างน้อย 1 ด้าน ภายใน อาคาร อุโมงค์ใต้ดิน ในรถ ในบ้าน นิยมเขียนว่า ภายในหรือ Interior หรือ Int.
- 13. Scenario 3. ชื่อฉาก หมายถึง ชื่อสถานที่นั้นๆ เช่น ห้องฉุกเฉิน สถานีตารวจ ออฟฟิศฯ (ให้เขียนชื่อสถานที่ตามเนื้อเรื่อง ไม่ใช่ชื่อ Location จริง)
- 14. Scenario 4. เวลา ให้เขียนเวลาตามเนื้อเรื่อง นิยมเขียน กลางวัน, กลางคืน หรือ Day, Night แต่ถ้าจะระบุช่วงเวลาละเอียดกว่านั้นก็ได้ เช่น เช้าตรู่, เที่ยง, โพล้เพล้
- 15. Paradigm เป็นขั้นตอนที่สาคัญขั้นตอนหนึ่งที่ช่วยสรุปจังหวะของการเขียนบท ที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไร ถอยออกมา แล้วมองเรื่องทั้งเรื่อง เป็นจังหวะหรือ step ของการดาเนินเรื่อง ขั้นตอนนี้ จะเน้นไปที่การวิเคราะห์และตีความ คุณสมบัติหรือหน้าที่ ของแต่ละฉาก ว่าอะไรขาด อะไรเกิน การเล่าเรื่อง เล่าอารมณ์ มันเป็ยังไง เราต้องสรุปได้ว่า ฉากนั้นๆ มีประโยชน์อย่างไร จะได้แก้ไขก่อนจะเข้าสู่ Screenplay
- 16. Screenplay คือบทภาพยนตร์ที่ เป็นการเล่าเรื่องที่ได้พัฒนามาแล้วอย่างมี ขั้นตอน ประกอบด้วย ตัวละครหลัก บทพูด ฉาก แอ็คชั่น ซีเควนส์ มีรูปแบบการเขียนที่ถูกต้อง เช่น บทสนทนาอยู่กึ่งกลางหน้ากระดาษ ฉาก เวลา สถานที่ อยู่ชิดขอบหน้าซ้ายกระดาษ ไม่มีตัวเลขกากับช็อต และโดยหลักทั่วไป บทภาพยนตร์หนึ่งหน้ามีความยาวหนึ่งนาที
- 17. Shooting script เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเขียน บทถ่ายทาจะบอกรายละเอียดเพิ่มเติมจากบทภาพยนตร์ (screenplay) ได้แก่ ตาแหน่งกล้อง การเชื่อมช็อต เช่น คัท (cut) การเลือนภาพ (fade) การจางซ้อนภาพ (dissolve) การกวาดภาพ (wipe) ตลอดจนการใช้ภาพพิเศษ (effect) อื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีเลขลาดับช็อตกากับไว้ โดยเรียงตามลาดับตั้งแต่ช็อตแรกจนกระทั่งจบเรื่อง
- 18. Storyboard คือ บทภาพยนตร์ประเภทหนึ่งที่อธิบายด้วยภาพ คล้ายหนังสือ การ์ตูน ให้เห็นความต่อเนื่องของช็อตตลอดทั้งซีเควนส์ มีคาอธิบายภาพ ระบุเสียงต่าง ๆ เช่น เสียงดนตรี เสียงประกอบฉาก และเสียงพูด เป็นต้น ใช้เป็นแนวทางสาหรับการถ่ายทา หรือใช้เป็นวิธีการ คาดคะเนภาพล่วงหน้า (pre-visualizing) ก่อนการถ่ายทาว่า เมื่อถ่าย ทาสาเร็จแล้ว หนังจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร
- 19. Storyboard Walt Disney นามาใช้กับการผลิตภาพยนตร์การ์ตูนของบริษัท เป็นครั้งแรก โดยเขียนภาพ เหตุการณ์ของแอ็คชั่นเรียงติดต่อกันบนบอร์ด เพื่อให้คนดูเข้าใจและมองเห็นเรื่องราวล่วงหน้า ก่อนลงมือเขียนภาพ ส่วนใหญ่บทภาพจะมีเลขที่ลาดับช็อตกากับไว้ มีคาบรรยายเหตุการณ์ มุมกล้อง และอาจมีเสียงประกอบด้วย
- 20. Referent http://www.slideshare.net/duangsuwunlasadang/1storyboard?from_search=10 http://www.moralmedias.net/index.php?option=com_content&task=view&id=33&Itemid=39 http://www.slideshare.net/ciellauren/storyboarding-1412888 http://samforkner.org/source/dirshortfilm.html http://www.youtube.com/watch?v=mYnsKATCrdw http://chas-m.blogspot.com/
- 21. The End
ที่มา : http://luck-graphic-design.blogspot.com/2011/07/blog-post_7454.html
คู่มือการใช้โปรแกรม IMOVIE
คู่มือการใช้โปรแกรม IMOVIE
1. คลิกที่ icon iMovie เพื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมา คลิกFile เลือก New project จากนั้นเลือกThemes ตั้งชื่อproject แล้วคลิก create
2. ทำการ import ไฟล์วิดีโอ โดยเลือกโฟลเดอร์ที่บันทึกวิดีโอไว้ แล้วกด import
3. จะปรากฎรายการวิดีโอคลิปต่างๆที่เราถ่ายไว้แล้ว ขึ้นมาให้เลือก โดยวิดีโอที่ถ่ายครั้งหลังสุดจะอยู่ด้านบนสุด
4.เมื่อชี้เมาส์ไปตามวิดีโอมันจะทำการรีวิววิดีโอไปที่จอเล็กด้านข้าง เมื่อเลือกได้แล้วว่าต้องการวิดีโอไหนก็คลิกแล้วลากซึ่งจะปรากฏเป็นกรอบสีเหลือง จากนั้นคลิกลากไปไว้ที่ project Library
5.ทำต่อไปเรื่อยๆ เมื่อต้องการเพิ่มTitleให้คลิกที่ Titleแล้วลากมาวางทับวิดีโอนั้น แล้วไปพิมพ์ข้อความที่ต้องการที่รีวิววิดีโอ
6.เมื่อจะทำการบันทึก ให้คลิกที่ share => Export Movie => imovie
ที่มา : http://luck-graphic-design.blogspot.com/2011/07/sequence-of-shot.html
2. ทำการ import ไฟล์วิดีโอ โดยเลือกโฟลเดอร์ที่บันทึกวิดีโอไว้ แล้วกด import
3. จะปรากฎรายการวิดีโอคลิปต่างๆที่เราถ่ายไว้แล้ว ขึ้นมาให้เลือก โดยวิดีโอที่ถ่ายครั้งหลังสุดจะอยู่ด้านบนสุด
4.เมื่อชี้เมาส์ไปตามวิดีโอมันจะทำการรีวิววิดีโอไปที่จอเล็กด้านข้าง เมื่อเลือกได้แล้วว่าต้องการวิดีโอไหนก็คลิกแล้วลากซึ่งจะปรากฏเป็นกรอบสีเหลือง จากนั้นคลิกลากไปไว้ที่ project Library
5.ทำต่อไปเรื่อยๆ เมื่อต้องการเพิ่มTitleให้คลิกที่ Titleแล้วลากมาวางทับวิดีโอนั้น แล้วไปพิมพ์ข้อความที่ต้องการที่รีวิววิดีโอ
6.เมื่อจะทำการบันทึก ให้คลิกที่ share => Export Movie => imovie
ที่มา : http://luck-graphic-design.blogspot.com/2011/07/sequence-of-shot.html
การเขียนบทภาพยนตร์
ขั้นตอนสำหรับการเขียนบทภาพยนตร์
1. การค้นคว้าหาข้อมูล (research)
เป็นขั้นตอนการเขียนบทภาพยนตร์อันดับแรกที่ต้องทำถือเป็นสิ่งสำคัญหลังจากเราพบประเด็นของเรื่องแล้ว จึงลงมือค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อเสริมรายละเอียดเรื่องราวที่ถูกต้อง จริง ชัดเจน และมีมิติมากขึ้น คุณภาพของภาพยนตร์จะดีหรือไม่จึงอยู่ที่การค้นคว้าหาข้อมูล ไม่ว่าภาพยนตร์นั้นจะมีเนื้อหาใดก็ตาม
หมายถึงความคิดหรือแนวความคิดที่ง่าย ๆ ธรรมดา ส่วนใหญ่มักใช้ตั้งคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้นถ้า…” (what if) ตัวอย่างของ premise ตามรูปแบบหนังฮอลลีวู้ด เช่น เกิดอะไรขึ้นถ้าเรื่องโรเมโอ &จูเลียตเกิดขึ้นในนิวยอร์ค คือ เรื่อง West Side Story, เกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ดาวอังคารบุกโลก คือเรื่อง The Invasion of Mars, เกิดอะไรขึ้นถ้าก็อตซิล่าบุกนิวยอร์ค คือเรื่อง Godzilla, เกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ต่างดาวบุกโลก คือเรื่อง The Independence Day, เกิดอะไรขึ้นถ้าเรื่องโรเมโอ &จูเลียตเกิดขึ้นบนเรือไททานิค คือเรื่อง Titanic เป็นต้น
3. การเขียนเรื่องย่อ (synopsis)
คือเรื่องย่อขนาดสั้น ที่สามารถจบลงได้ 3-4 บรรทัด หรือหนึ่งย่อหน้า หรืออาจเขียนเป็น story outline เป็นร่างหลังจากที่เราค้นคว้าหาข้อมูลแล้วก่อนเขียนเป็นโครงเรื่องขยาย (treatment)
4. การเขียนโครงเรื่องขยาย (treatment)
เป็นการเขียนคำอธิบายของโครงเรื่อง (plot) ในรูปแบบของเรื่องสั้น โครงเรื่องขยายอาจใช้สำหรับเป็นแนวทางในการเขียนบทภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ บางครั้งอาจใช้สำหรับยื่นของบประมาณได้ด้วย และการเขียนโครงเรื่องขยายที่ดีต้องมีประโยคหลักสำคัญ (premise) ที่ง่าย ๆ น่าสนใจ
5. บทภาพยนตร์ (screenplay)
ที่มา : http://luck-graphic-design.blogspot.com/2011/07/blog-post_7454.html
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


